บทที่ 6 เรียวตะ3
“อย่าหาว่าฉันเสือกเลยนะ แต่ฉันว่าแกควรจะตัดใจจากพี่ไอริสจริงจังได้แล้ว” คนเป็นน้องเปิดหัวข้อสนทนาอย่างตรงไปตรงมา ความจริงแล้วนั้นก็ไม่ได้อยากจะเข้ามายุ่งแต่ทว่าเรื่องนี้มันดันเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของหลายๆคนที่อยู่รอบตัวเขา
“แกรู้ใช่ไหมว่าช่วงนี้พ่อสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ยิ่งพี่น้องมาหมางใจกันด้วยเรื่องแบบนี้ฉันกลัวว่าพ่อจะยิ่งทรุดหนัก” เตมินทร์เอ่ยอ้างถึงอาการป่วยของพ่อให้พี่ชายคิดตาม ซึ่งรามเองก็พอจะรู้ดีเขาถึงไม่อยากไปร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยเพราะกลัวความอารมณ์ร้อนของตัวเอง กลัวว่าจะออกอาการหรือพูดจาอะไรไปให้ทุกคนคิดมากและพากันอึดอัดกว่านี้
“แล้วก็เรื่องริศา” เตมินทร์เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเอาดื้อๆ
“ทำไม?”
“แกไม่ได้ไปเจอมันหน่อยเหรอว่ะ”
“ไม่ ไม่มีอะไรต้องให้ไปเจอ” รามไม่ได้เล่าเรื่องที่ไปเจอริศาในร้านเหล้าให้น้องชายฟังเพราะคิดว่าไม่สำคัญอะไร อีกอย่างเขาก็ไม่ได้อยากใส่ใจเรื่องผู้หญิงคนนั้นสักเท่าไหร่ ถึงเธอจะเป็นคู่หมั้นก็เถอะ
“ถ้าแม่ไม่ได้บอกให้ไปแกก็ไม่คิดจะไปเจอเพื่อนฉันหน่อยเลยเหรอ”
“ก็ไม่รู้จะไปทำไม”
“แม่ง โคตรใจร้าย” เตมินทร์อดไม่ได้ที่จะพูดใส่
“แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้อยากหมั้น”
“เออ! ก็รู้ แต่หมั้นไปแล้วก็ทำหน้าที่หน่อยดิ อย่างน้อยๆก็ไปรับมากินข้าวบ้านเดือนละครั้งสองครั้งก็ยังดี”
“ถ้าจะห่วงขนาดนั้นทำไมตอนแรกไม่บอกแม่ขอหมั้นไปเองเลยว่ะ จะได้ไม่ต้องลำบากฉัน”
“โว๊ะ! ก็กูเป็นเพื่อน” คุยกันได้ไม่นานพี่น้องก็เริ่มแยกเขี้ยวใส่กันอีก ทว่าก็ไม่ได้จริงจังอะไร
“ลูกชายทั้งสองของแม่ทำอะไรกันอยู่เอ่ย?” กระทั่งกรกนกที่ทานอาหารอิ่มเรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้ามาหาลูกชายทั้งสองในห้องนั่งเล่นอีกห้องหนึ่งที่ประจำของพวกเขา พร้อมกันนั้นในมือก็มีจานผลไม้มาด้วย
“โอ๊ะ! ดื่มกันอีกแล้วเหรอ เบาๆกันหน่อยนะลูกเสียสุขภาพหมด” เธออดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความเป็นห่วง
“นิดหน่อยเองครับ เดี๋ยวรามมันก็จะกลับแล้ว”
“ดื่มแล้วยังจะขับรถกลับอีกเหรอ นอนค้างที่นี่ก็ได้ มันก็บ้านลูกเหมือนกันนะ”
“ผมมีงานเช้าครับ”
“งานๆ อะไรก็อ้างงานตลอด” คนเป็นแม่ทำทีเป็นงอนลูกชายเหมือนสาวงอนหนุ่ม ทำให้ทั้งสองพี่น้องต้องยิ้มออกมากับท่าทางแบบนั้นที่แสนจะคุ้นชิน
“ไว้ว่างๆผมแวะเข้ามาอีกครับ”
“ไม่ต้องมาพูดเลย แม่ไม่หายงอนหรอก”
“แล้วผมต้องทำยังไงแม่ถึงจะหายงอนครับ” ลูกชายคนโตที่ถึงจะตีหน้านิ่งใส่คนอื่นตลอด แต่เวลาอยู่กับแม่ของตัวเองก็มีความอ่อนโยนอยู่มาก หากรู้ว่าแม่ต้องการอะไรถ้าเขาทำให้ได้ก็จะทำ ทว่าสิ่งที่แม่เขาต้องการก็คือ…
“ถ้าอยากให้แม่หายงอนรามก็พาหนูริศามาหาแม่บ่อยๆสิ” ใบหน้าหล่อเหลาหุบยิ้มลงทันทีและเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ทำให้กรกนกที่เห็นท่าทีแบบนั้นก็เริ่มไม่พอใจลูกชายอย่างจริงจัง ก็เขาเป็นคนถามเองว่าต้องทำยังไงแม่ถึงจะหายงอน
“หมั้นกันมาตั้งนานแล้วนะราม ไม่คิดจะเปิดใจให้น้องบ้างเหรอไง”
“ผม…” คนเป็นลูกชายไม่รู้จะตอบยังไง
“ลูกไม่เห็นหรือไงว่าเขากำลังจะแต่งงานกัน” พอเห็นว่าลูกชายเงียบไปกรกนกจึงเอ่ยพาดพิงถึงอีกสองคนที่คุยอยู่กับราเมศข้างนอกถึงเรื่องงานแต่งงานที่กำลังจะมีขึ้น
“แม่เห็นนะว่าลูกมองไอริสตลอด รู้ไหมว่าพ่อเขาอึดอัดใจเรื่องนี้แค่ไหน” กรกนกพยายามพูดกับลูกให้นุ่มนวลที่สุดเพราะรู้ว่าเรื่องนี้รามเจ็บปวดมากแค่ไหน
“แล้วแม่จะให้ผมทำยังไงครับ ผมรักไอริสมาก่อนแต่ผมก็ยอมปล่อยไปให้มัน ยังจะเอาอะไรกันกับผมอีก”
“แม่ก็แค่เป็นห่วง ถึงลูกจะรักเขาแค่ไหนแต่เขาไม่ได้รักลูกนี่ ตัดใจไม่ได้หรือไง รู้ไหมว่าทุกคนเขาอึดอัด” พูดจบกรกนกก็รู้ตัวทันทีว่าเผลอพูดอะไรรุนแรงเกินไป แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว ทั้งสามที่นั่งอยู่ด้วยกันต่างเงียบไปชั่วขณะ…
“ถ้าทุกคนอึดอัดต่อไปผมก็จะไม่มา…ถ้ารู้ว่าสองคนนั้นอยู่ที่นี่…ทุกคนก็จะไม่เห็นผมอยู่” พูดจบรามก็ลุกขึ้นพลางจะสาวเท้าเดินออกไป ทว่า…
“เหมือนกัน! ถ้าสิ่งที่แม่พูดมันทำให้รามไม่พอใจ…ต่อไปแม่ก็จะไม่กวนใจลูกอีก ขอโทษที่แม่เข้าไปจุ้นจ้านกับชีวิตลูกมากเกินไป” แล้วก็เป็นกรกนกเองที่เดินดุ่มๆออกไปจากตรงนั้นด้วยอาการน้อยใจจริงๆที่มี โดยที่ลูกชายทั้งสองของเธอก็ได้แต่มองตามหลังผู้เป็นแม่ไปอย่างที่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา…
